วัดยางกวง
     
                                             
    ประวัติวัดยางกวง

       เมื่อเวียงกุมกามถูกน้ำท่วมไม่เหมาะสมที่จะสร้างเพื่อขยายเมืองต่อไป พระยามังรายจึงพิจารณาสถานที่สร้างเมืองแห่งใหม่ และได้เสด็จออกจากเวียงกุมกาม พร้อมกับข้าราชบริพารมาถึงกลางป่าด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียง ซึ่งมีสภาพที่รกชัฏ มีสัตว์ร้ายชุกชุมและได้ประทับ ณ ที่ตรงนั้น เพื่อป้องกันสัตว์ มิให้มาทำร้ายข้าราชบริพารจึงได้ทำเชือกตาข่ายดักสัตว์กั้นเป็นรั้วล้อมสถานที่ประทับไว้ เมื่อพระยามังรายได้พบชัยภูมิเพื่อสร้างเมืองแห่งใหม่ได้แล้ว จึงได้เสด็จไปประทับใกล้กับสถานที่ก่อสร้างเมือง เพื่อสะดวกในการควบคุมการก่อสร้าง หลังจากพระองค์ได้สร้างเมืองสำเร็จ จึงตั้งชื่อเมืองใหม่ นี้ว่า "เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" และได้สร้าง วัดขึ้นเป็นแห่งแรก ณ สถานที่ที่พระองค์ประทับนั้น ตั้งชื่อว่า "วัดเชียงมั่น" เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ......ต่อมาพระองค์ได้ทรงลำรึกต์ถึงสถานที่ที่พระองค์เคยประทับครั้งแรก ก่อนพบชัยภูมิที่จะสร้างเมืองใหม่ จึงได้สร้างวัดขึ้น ณ ที่แห่งนั้นอีกวัดหนึ่ง ตั้งชื่อว่า "วัดรั้วหน่าง" ต่อมาเปลี่ยนเป็น "วัดน่างรั้ว" (ตามกล่าวถึงโครงนิราศหริภุญชัย ราวปี พ.ศ. ๒๐๖๐) คำว่า "หน่าง" หรือ "น่าง" (บางแห่งเรียกว่าแน่ง) นั้นหมายถึง ตาข่ายดักสัตว์ ที่ข้าราชบริพารนำมากั้นเป็นรั้วล้อมที่ประทับ พร้อมกันนั้น ก็ได้อัญเชิญเอา พระพุทธรูปทองคำสำริดองค์ใหญ่ คือ พระเจ้าแสนแซว่ ที่ทรงหล่อไว้ ณ เวียงกุมกาม ก่อนถูกน้ำท่วม มาเป็นพระประธานในพระวิหารด้วยการถอดสลักหรือ แซว่ ออกแล้วนำมาประกอบใหม่ ภายหลังวัดน่างรั้ว ได้รับการทำนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรือง มาโดยลำดับ จากพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์มังรายต่อมาทุกพระองค์ สันนิษฐานว่า วัดน่างรั้ว คงจะตกอยู่ในสภาพวัดร้างครั้งที่ ๑ ในสมัยที่พม่าเข้ามาครองเมืองได้ไม่นาน พระเจ้าแสนแซว่ได้ถูกถอดสลักหรือแซว่ออก แล้วนำเอาทองสำริดที่เป็นตัวองค์พระไป คงไว้แต่ส่วนที่เป็นเศียร เท่านั้น (ปัจจุบันถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งใช้คำว่าพระเจ้าแสนแสว้) เศียรพระดังกล่าวมีขนาดใหญ่สูงร่วม ๒ เมตร
จากหลักฐานด้านเอกสารโบราณกล่าวว่า ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระเจ้ากาวิละได้เข้ามาฟื้นเมืองเชียงใหม่ และก่อนหน้านั้นประมาณ ๒๐-๓๐ ปี สภาพของเมืองกลายเป็นป่ารกชัฏ หลังจากที่พระองค์ได้ขับไล่พม่าออกจากเมืองสำเร็จ ก็ได้กวาดต้อนคนมาจากที่ต่างๆเข้ามาในเมือง ตามนโยบาย "เก็บผ้าใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" และได้กวาดต้อนเอากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวเขินจากบ้าน ยางกวง เมืองเชียงตุง มาอยู่บริเวณวัดน่างรั้วทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่า กลุ่มคนที่มาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งนี้จะเปลี่ยนชื่อวัดว่า "วัดยางกวง" เพื่อเป็นการระลึกถึงถิ่นฐานเดิม วัดยางกวงได้ตกอยู่ในสภาพเป็นวัดร้างครั้งที่ ๒ ราวๆปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ สิ่งที่ปรากฏเป็นหลักฐานคือองค์พระเจดีย์ที่เก่าแก่ลักษณะเป็นรูปทรง ๘ เหลี่ยม ซึ่งมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นอย่างสูง ตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ สูงจากระดับประมาณ ๒-๓ เมตร พร้อมทั้งฐานพระอุโบสถมีพระพุทธรูปที่มีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งสร้างในสมัยต่อมาปรากฎอยู่.


                


พระเจ้าแสนแซว่
     
......ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับโบราณกล่าวว่าหลังจากพระยามังราย ได้มาสร้างเวียงกุมกามประมาณปี พ.ศ. ๑๘๓๑ หรือจุลศักราช ๖๕๐ แล้ว ก็ได้สร้างพระเจดีย์ ไว้ตามวัดต่างๆหลายองค์ เช่น พระเจดีย์ วัดกู่คำหลวง หรือ วัดเจดีย์เหลี่ยม เป็นต้น พร้อมกันนั้นพระองค์ยังได้ให้ช่างฝีมือ หล่อพระพุทธรูปทองสำริดขนาดใหญ่ ที่มี พุทธลักษณะระงดงามแบบพระพุทธสิหิงห์ (พระสิงห์) ไว้องค์หนึ่ง โดยการหล่อหลายส่วนและนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ใช้วิธีการยึดด้วยสลักหรือหมุดตามข้อต่างๆตลอดทั้งองค์ เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย สลัก หรือ หมุด นั้นภาษาล้านนาเรียกว่า "แซว่" เนื่องจากพระพุทธรูปดังกล่าวใช้หมุดหรือแซว่ ยึดไว้จำนวนมาก จึงได้เรียกชื่อพระพุทธรูปว่า "พระเจ้าแสนแซว่"












ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
และทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษาในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐
ขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าร่วมด้วย ช่วยกันบริจาคทองเหลือง,ทองแดง,นาค,เงิน เพื่อจะใช้ในพิธีหล่อ "พระเจ้าแสนแซว่" ที่มีหน้าตักกว้าง ๔.๙๙ เมตร สูง ๘.๙๙ เมตร จัดสร้างขึ้นโดยพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
ดร.อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ประธานมูลนิธิไหว้สาป๋าระมีพระบรมธาตุ ดอยสุเทพประธานฝ่ายฆราวาส เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล